ในยุคที่การทำงานแบบ Hybrid Work กลายเป็นมาตรฐานใหม่ องค์กรส่วนใหญ่เลือกใช้ Multi-Factor Authentication (MFA) เป็นด่านหน้าในการป้องกัน แต่คุณรู้หรือไม่? สถิติการเจาะระบบผ่านการข้าม MFA (MFA Bypass) พุ่งสูงขึ้นอย่างน่าตกใจ จนการมีแค่รหัสผ่านและ MFA อาจไม่เพียงพออีกต่อไป
ทำไม MFA และรหัสผ่านถึงเริ่มเอาไม่อยู่?
ปัจจุบัน Hacker ไม่ได้พยายาม “เดา” รหัสผ่าน (Brute Force) อีกต่อไป แต่พวกเขาหันไปใช้เทคนิคที่ล้ำสมัยกว่าเพื่อเจาะเข้าสู่ระบบโดยตรง โดยมีอาวุธหลักคือ:
1. Infostealer: มัลแวร์ตัวร้ายที่จ้องขโมยตัวตน
Infostealer คือมัลแวร์ที่จ้องขโมยข้อมูลจาก Browser โดยตรง สิ่งที่มันได้ไปไม่ใช่แค่ Username/Password แต่คือ “Session Cookies”
Note: เมื่อ Hacker ได้ Session Cookies ไป พวกเขาสามารถจำลองตัวเองเป็นพนักงานที่ล็อกอินค้างไว้ได้ทันที โดย ไม่ต้อง ใส่รหัสผ่าน และ ไม่ต้อง ผ่านการกดยืนยันในแอป MFA (MFA Fatigue/Bypass)
2. MFA Fatigue Attack: การส่งคำขอรัวๆ จนเหยื่อรำคาญ
Hacker จะพยายามล็อกอินซ้ำๆ เพื่อให้การแจ้งเตือนเด้งไปที่มือถือของพนักงานถี่ยิบ จนพนักงานเกิดความรำคาญหรือเผลอกด “อนุมัติ” (Approve) โดยไม่ตั้งใจ
3. Adversary-in-the-Middle (AiTM)
การสร้างหน้า Login ปลอมที่ดูเหมือนของจริงเป๊ะๆ เพื่อดักจับทั้งรหัสผ่านและ MFA Code ในขณะที่พนักงานกำลังกรอกข้อมูลแบบ Real-time
เส้นทางของข้อมูลหลุด: จากเครื่องพนักงานสู่ตลาดมืด (Log Markets)
เมื่อข้อมูลถูกขโมยผ่าน Infostealer มันจะถูกนำไปประกาศขายใน Dark Web หรือที่เรียกกันว่า Log Markets ซึ่งเปรียบเสมือนห้างสรรพสินค้าของอาชญากรไซเบอร์ โดยมีเกณฑ์การเลือกซื้อดังนี้:
Freshness (ความสดใหม่): ข้อมูลที่หลุดใหม่ๆ มีราคาสูง เพราะ Session ยังไม่หมดอายุ (Active Session)
Precision (ความแม่นยำ): Hacker สามารถเลือกซื้อข้อมูลเฉพาะเจาะจงตามรายชื่อบริษัท หรือโดเมนที่ต้องการเจาะ (Targeted Attack)
Blind Spot (จุดบอดของ IT): ทีม IT ส่วนใหญ่ไม่มีทางรู้เลยว่ากุญแจดิจิทัลของบริษัทถูกนำไปวางขาย จนกว่าระบบจะถูกล็อกด้วย Ransomware
KELA Identity Guard: ปิดช่องว่างที่มองไม่เห็นด้วย "ข่าวกรองเชิงรุก" (Cyber Threat Intelligence)
เพื่อแก้ปัญหานี้ องค์กรยุคใหม่ต้องเปลี่ยนจากการตั้งรับ (Reactive) มาเป็นการเฝ้าระวังที่ต้นทาง KELA Identity Guard เข้ามาเปลี่ยนเกมการรักษาความปลอดภัยด้วย 4 ฟีเจอร์หลัก:
Real-time Monitoring: เฝ้าติดตามตลาดมืดและฟอรัม Hacker ตลอด 24/7 เพื่อหาบัญชีอีเมลองค์กรของคุณที่หลุดรั่ว
Early Warning: แจ้งเตือนทันทีที่พบรหัสผ่านหรือ Session Cookie รั่วไหล ช่วยให้ทีม IT ตัดการเชื่อมต่อได้ “ก่อน” ที่ Hacker จะเริ่มโจมตี
Executive Protection: เน้นดูแลบัญชีระดับ VIP และผู้บริหาร (C-Suite) ที่มีสิทธิ์เข้าถึงข้อมูลอ่อนไหวเป็นพิเศษ
Actionable Intelligence: ระบุชัดเจนว่าข้อมูลหลุดมาจากเครื่องไหน และด้วยมัลแวร์ตัวไหน เพื่อให้แก้ปัญหาได้ตรงจุด
อย่ารอให้ความวัวหายแล้วค่อยล้อมคอก
การมี Firewall หรือ MFA เป็นเรื่องที่ดี แต่ในโลกที่ Hacker พัฒนาตัวเองทุกวัน องค์กรของคุณต้องการ “ดวงตาบน Dark Web” เพื่อมองเห็นภัยคุกคามที่เครื่องมือเดิมๆ มองไม่เห็น
คุณพร้อมจะตรวจสอบหรือยังว่าข้อมูลองค์กรของคุณ ปลอดภัยจากตลาดมืดจริงหรือไม่?



